ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

อ่อนหัด

๖ พ.ค. ๒๕๖๖

อ่อนหัด

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๐๗. เรื่อง “ฌาน ๑ อย่างหยาบ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ข้าพเจ้าได้นั่งสมาธิ แล้วก็นอนสมาธิ โดยใช้จิตจับตามลมหายใจเข้าออก พบว่าเคลิ้มเหมือนจะหลับ โดยขณะที่เคลิ้มนั้นยังมีสติอ่อนๆ ตามรู้ลมอยู่บ้าง แล้วน่าจะหลับและตื่นขึ้นมาสดชื่นไม่งัวเงีย

เรียนถามหลวงพ่อว่า อาการอย่างนี้ ข้าพเจ้านั่งสมาธิจนถึงฌาน ๑ อย่างหยาบ แล้วตัดหลับใช่ไหมเจ้าคะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ ต่อไปคำถามถ้าเป็นคำถามไร้สาระ คำถามที่ไม่มีเหตุผล มันจะต้องตัดทิ้งไปเลยนะ ไอ้นี่เป็นคำถามขยะ แล้วคำถามคราวนี้ ๔ คำถามไปข้างหน้าเป็นอย่างนี้หมดเลย

คำว่า เป็นอย่างนี้หมดเลย” ตั้งแต่เราเริ่มต้นมาตั้งแต่ครั้งแรก ตั้งแต่ตอบปัญหาในเว็บไซต์นี้ เริ่มต้นจากที่ว่ามันมีพวกดูจิต พวกต่างๆ เขาฝึกฝน เขาฝึกหัดขึ้นมา เขาก็ปฏิบัติของเขาขึ้นมาโดยที่เขามีประสบการณ์ของเขา คำถามช่วงนั้นมันถึงเป็นคำถามที่มีเหตุมีผล เป็นคำถามของการปฏิบัติ แต่ในปัจจุบันนี้คำถามมันอ่อนไปมาก

เหมือนกับภาวะสังคม ภาวะสังคมเมื่อก่อนนะ คนเรายังมีคุณธรรมในหัวใจ ยังมีความกตัญญู ยังระลึกถึงผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ในสังคมในปัจจุบันนี้ ประชาธิปไตยๆ จะเสมอภาคกันทั้งสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่กับเด็กมีความคิดเหมือนกัน มีความเห็นเหมือนกัน

ไอ้คำถามย้อนกลับมานี่ก็เหมือนกัน

“ฌาน ๑ อย่างหยาบ”

มันเป็นฌาน ถ้าเป็นฌานก็ไปถาม จะบอกว่าไปถามพวกในสังคมเดียวกัน ในสังคมเดียวกัน พวกเกจิอาจารย์ เขาจะทำฌานทำสมาบัติเพื่อทำเครื่องรางของขลัง แล้วเวลาเขาปลุกเขาเสก เขาจะนั่งเพ่งกัน อู้ฮู! เป็นวงกลม เขาสร้างกันอย่างนั้น

แล้วในปัจจุบันนี้ไม่ต้อง ในปัจจุบันนี้ทุนจีนเขามาทำกันเอง เครื่องรางของขลังนี้ เดี๋ยวนี้ฆราวาสทำกันเอง ในธุรกิจออนไลน์มีเยอะแยะไปหมดเลย

ฉะนั้น ฌาน ๑ อย่างหยาบ เอ็งไปคุยกับเขานะ เอ็งไปถามพวกนั้น เอ็งอย่าเขียนเข้ามาในเว็บไซต์พระสงบนี้

เว็บไซต์พระสงบนี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงตา เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นี้เป็นวงปฏิบัติของเขา ถ้าพวกเอ็งมีวุฒิภาวะ มีปัญญาอย่างนี้ เอ็งไปถามพวกเอ็งกันเอง

นี่สังคมมันอ่อนแอ สังคมมันไร้สาระ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินี้เหลวไหล เพราะถามมาเป็นครั้งที่ ๒ ฌาน ๑ อย่างหยาบ

ฌานอะไร เอ็งนอนหลับอยู่มันจะเป็นฌานอะไร เอ็งตื่นขึ้นมา เอ็งไปทำมาหากินซะ

“หนูนั่งปฏิบัติ นั่งสมาธิ นอนสมาธิ จับจิตแล้วมันสติอ่อนๆ จนหลับไป ตื่นมานี่ได้ฌาน ๑ ใช่ไหมเจ้าคะ”

มันไร้สาระสิ้นดีน่ะ

สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ พระพุทธเจ้ายังไม่เอาเลย พระพุทธเจ้ามาทำศีล สมาธิ ปัญญา สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ฌานโลกีย์ มันเรื่องโลกๆ ทั้งสิ้น ฤๅษีชีไพรมันเป็นเรื่องเครื่องรางของขลัง เรื่องฤทธิ์เรื่องเดช คนที่เป็นธรรมๆ เขาต่อต้าน บอก พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น ไม่ถือรูปเคารพต่างๆ

สาวกภาษิตๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาเขาพยายามโจมตี บอกนี่เป็นสาวกภาษิต

แต่เวลาหลวงปู่มั่นท่านบอกเลย อันนี้เป็นพุทธภาษิต เพราะพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นพุทธภาษิต เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไอ้ที่เป็นภาษาท้องถิ่น ไอ้นี่สาวกภาษิตทั้งสิ้น เวลาในอภิธรรมเขาทิ่มเขาแทงนะ

นี่เหมือนกัน จะบอกว่ามันไร้สาระสิ้นดี มันไร้สาระ มันไม่มีสาระใดๆ เลย

“ข้าพเจ้านั่งสมาธิ แล้วนอนสมาธิ โดยใช้จิตจับลมหายใจเข้าออก พบว่าเคลิ้มเหมือนจะหลับ”

มันหลับไปแล้ว

“โดยขณะที่เคลิ้มนั้น แต่มีสติอ่อนๆ ตามลมอยู่อย่างนั้น แล้วน่าจะหลับ แล้วตื่นขึ้นมาสดชื่น”

เอ็งอยากได้ตุ๊กตาทองหรือ เอ็งอยากได้อะไรตอบแทน เอ็งปฏิบัติเพื่อใคร

กรรมฐานนะ เขาทำความสงบของใจสมบุกสมบันขนาดไหน สงบระงับขึ้นมาก็เป็นความสุข

หลวงปู่มั่นถามว่า “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

ไอ้นี่มันไม่มีอะไรทำ เอ็งเขียนมากวนในเว็บไซต์นี้ทำไม ถ้ามันไร้ปัญญา ปัญญาอ่อน เป็นคนพิเศษ เด็กพิเศษ เอ็งไปถามกลุ่มของเอ็งเถอะไป เอ็งเขียนไปถามกลุ่มของเอ็งนะ เอ็งอย่าเขียนมาอีกนะ มันเรื่องไร้สาระ

แต่เวลาปฏิบัตินะ เราเปรียบเทียบถึงสังคม เปรียบเทียบถึงคณะสงฆ์ คณะสงฆ์สมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเข้มข้นเข้มงวดของท่าน แล้วต่อมามันก็ธรรมดา

หลวงตาท่านบอก เวลาผลไม้รุ่นหนึ่ง ผลออกมานี่ลูกสมบูรณ์แบบมาก รุ่นสอง รุ่นสาม มันก็อ่อนแอไปเป็นธรรมดา

นี่ก็เหมือนกัน วุฒิภาวะของมนุษย์ คนที่มีความเข้มข้นเข้มงวดของเขา เขาก็ได้ประโยชน์ของเขา ไอ้พวกอ่อนแอ ไอ้พวกไม่เอาไหน แล้วไอ้พวก ๑๘ มงกุฎเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มันเยอะ

ฉะนั้น ไอ้ฌาน ๑ ฌาน ๑ จบแล้วนะ เป็นเรื่องไร้สาระ ถ้ามันพูดออกไปมากเกินไป มันก็เหมือนกับว่า ทำบุญทำไมได้บาป

เอ็งไม่ต้องมาถามหรอก เอ็งไปถามในเว็บไซต์ ไปในกลุ่มของมึงนั่นล่ะ ไอ้ได้ฌานได้แฌน เอ็งเป็นเรื่องไร้สาระ

ในวงกรรมฐานเขามีรัตนตรัย เขามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไอ้พวกมิจฉาทิฏฐิ พวกเดียรถีย์นิครนถ์ ท่านคัดออกไป พวกที่นักบวชนอกศาสนา เวลามาศรัทธาในพระพุทธศาสนา เขาต้องให้อยู่กรรมเพื่อให้ละให้ถอนความคิดความเห็นที่มันถูกพวกเดียรถีย์นิครนถ์ออกไป

ไอ้นี่ฌาน ๑ ฌาน ๑ นอนๆ จะหลับ

มันเป็นเรื่องไร้สาระ เนิร์สเซอรีเขายังดีกว่านี้ เขารับเลี้ยงเด็กอ่อน เนิร์สเซอรีเขายังดูแลเด็กอ่อนได้ดีกว่านี้เลย แล้วนี่มันวงกรรมฐาน พระกรรมฐาน เอ็งมากวนทำไมวะ มันเป็นเรื่องไร้สาระมากนะ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๐๘. เรื่อง “ปฏิบัติธรรมถูกทางหรือไม่คะ”

ได้รับการสอนมาในทางปฏิบัติธรรม ในแนวทางบริกรรมพุทโธ พร้อมกับรู้สึกตัว จิตคิดก็ให้รู้เฉยๆ (รู้ซื่อๆ) ไม่ปรุงแต่งตอบโต้ ให้รู้อยู่ ไม่ให้หลงคิด จิตสงบหรือไม่สงบก็ให้รู้อยู่ เฉยอยู่ แบบนี้เป็นทางตรงต่อมรรคผลนิพพานดังที่ครูบาอาจารย์บอกหรือไม่เจ้าคะ

พระอาจารย์บอกว่า ไม่ให้บังคับจิต ไม่ให้คิด หรือสงบลึกๆ ถ้าทำแบบนั้นจะเป็นการกดข่ม อาจทำให้ป่วยหรือวิปลาสได้

ได้ยินแบบนี้แล้วเลยเกิดสงสัยขึ้นมาค่ะว่า เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ

ตอบ : เหมือนกัน นี่ไง ถึงบอกว่าภาวะสังคมมันอ่อนแอ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่มีวุฒิภาวะ แล้วผู้ที่ปฏิบัติไปเชื่อสังคม สังคมที่อ่อนแอ แล้วสังคมที่แสวงหาผลประโยชน์ มันก็อาศัยความอ่อนแอของสังคมนั่นแหละหลอกแสวงหาแต่ผลประโยชน์

นี่ก็เหมือนกัน เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาบวชเป็นพระแล้ว เวลาจะศึกษาก็ศึกษาภาคปริยัติ ปริยัติคือศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษามากน้อยขนาดไหน ความรู้ในการศึกษานั้นเป็นความรู้ในการศึกษานั้น ได้ศึกษาธรรมและวินัย แต่กิเลสของเรามันต่อมันต้าน กิเลสของเรามันพลิกมันแพลง กิเลสของเรามันไม่เชื่อ กิเลสของเรามันดิ้นรนทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาจะประพฤติปฏิบัติมันจะเตะมันจะถีบ มันจะขัดมันจะแย้งกัน แล้วก็ปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนว่า ศึกษาเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ เราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่มันเคารพในทางวิทยาศาสตร์ ในทางโลก ในทางกตัญญูกตเวที แต่กิเลสเรามันไม่ได้จับต้อง กิเลสของเรามันไม่ได้รู้ได้เห็น ไอ้ตัวกิเลสนั่นแหละ ไอ้ตัวกิเลสคือตัวไม่รู้ ไอ้ตัวกิเลสคือตัวต่อต้านในใจเรา มันพาเราต่อต้าน พอมันต่อต้านขึ้นมาแล้ว เวลามันปฏิบัติไปมันถึงจะเตะมันจะถีบกันไง

เวลาครูบาอาจารย์ กิเลสเวลามันทำร้ายเรา มันก็ทำร้ายเราอย่างหนึ่งนะ เวลากิเลสไปศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่าประเสริฐๆ มันก็เอามาเป็นผลประโยชน์ของมันนะ มันทั้งเตะ ทั้งถีบ ทั้งเคลม ทั้งเวลาปฏิบัติ อ๋อ! มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นหมดเลย เป็นอะไร เป็นเพราะมันศึกษามา เพราะมันรู้

ฉะนั้น ท่านถึงบอกว่าให้วางซะ แล้วให้ปฏิบัติไป พอปฏิบัติไป ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ เวลาหลวงปู่มั่นบอก มันอันเดียวกันนั่นแหละ อันเดียวกันคือว่ารู้จริงๆ ขึ้นมาในใจของตน กับศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ความจริง ความจริงอันนั้นกับความจริงที่ปฏิบัติจริงขึ้นมามันจะเป็นอันเดียวกันเลย

แต่ตอนนี้ความจริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือศึกษามา แต่ความไม่จริงในใจมันเตะแล้วมันถีบ แล้วมันหลอกแล้วมันลวง มันหลอกลวงว่าเรารู้ มันหลอกลวงว่าเราใช่ มันหลอกลวงว่าเรามีคุณธรรมนะ มันพลิกมาเป็นโทษกับตัวเองหมดเลย

ฉะนั้น เวลาคำถาม

ปฏิบัติในแนวทางพุทโธกับรู้สึกตัว แล้วให้รู้เฉยๆ ไอ้รู้เฉยๆ รู้เฉย รู้เฉย แล้วเขาบอกอุเบกขา แล้วบอกนะ เวลาปฏิบัติแล้วไม่ให้ลงลึกนะ ลงลึกมันจะกดข่ม

กดข่มมันไม่ลงเลย กดข่มก็ของเศษขยะซุกไว้ใต้พรม แล้วพรมมันก็ทับไว้ กดข่มมันเป็นอย่างนั้น กดข่มคือมันกดข่มจิตของเรา มันจะลงลึกไม่ได้ มันจะเป็นสมาธิไม่ได้หรอก การกดข่มมันจะเป็นสมาธิได้อย่างไร การกดข่มคือการกดขี่ กดการขี่กดทับ เป็นสมาธิหรือ

สมาธิก็คือสมาธิ ไม่มีการกด ไม่มีการขี่ มันเป็นสมาธิ จิตมันเป็นอิสระ มันจะไปกดไปข่มตรงไหน เวลามันกดมันข่ม มันกดมันข่มเพราะภาวนาไม่เป็นไง ภาวนาไม่เป็น เวลามันเครียดไง บังคับ บังคับ บังคับ ถ้าบอกว่ามันเป็นการกดข่ม

ไม่ใช่

บังคับเพื่อให้จิตมันเลือก เลือกเอาระหว่างพุทโธกับที่เอ็งคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่น ที่เอ็งคิดฟุ้งซ่าน ที่เอ็งคิดทุกข์คิดยาก คิดว่าธรรมะไม่มี คิดว่าเราโดนหลอก นี่เวลากิเลสมันคิด แล้วเราเป็นทางเลือก

ทางเลือกเพราะเราเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ทางเลือกเพราะเราเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเชื่อหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติมาแล้ว ท่านบอกว่าพุทธานุสติ ให้มีสติระลึกพุทโธๆๆ มันเป็นทางเลือกระหว่างเลือกที่เอ็งจะไปคิดเรื่องชั่วๆ กับมาคิดถึงพุทโธๆๆ

เพราะพุทโธนี้เป็นพุทธานุสติ เป็นสัจธรรม สัจธรรมถ้ามันพุทโธจนมันไม่คิดไปเรื่องอื่น มันก็จะคิดแต่เรื่องพุทโธ แล้วถ้าตัวมันเป็นพุทโธ นั่นน่ะตัวสัมมาสมาธิ

ไอ้นี่ว่าสมาธิลงลึก สมาธิลงตื้น

ลึกตื้นกี่เมตร ลึกกี่เมตร ตื้นกี่เมตร

มันเป็นโวหาร สาวกภาษิต มันเป็นโวหาร มันเป็นการสร้างภาพ เอาภาพแบบนั้นไปกดขี่การกระทำของผู้อื่นเขา

แล้วเวลาผู้อื่นที่เขาเป็นจริง เขากดเขาข่มอะไรของเขา กดข่มมันจะเป็นสมาธิได้อย่างไร กดข่มมันเป็นกดขี่ข่มเหง มันเป็นการรังแก เป็นสอง เป็นอะไร เป็นกิริยาที่จะไปกดจิต จิตมันโดนกดไว้มันก็เป็นสอง มันจะเป็นสมาธิได้อย่างไร

สมาธิเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง ไม่มีความคิด มีแต่ความรู้สึก ความรู้สึกรู้ตัวเอง แต่ไม่มีความคิดออกมา

ไอ้ความคิดๆ มันเสวยอารมณ์แล้ว เสวยอะไร

ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ ถูกรู้อารมณ์ไง ถูกรู้ว่ากดข่ม ถูกรู้ว่ากดขี่เขา ถูกรู้ว่าแบ่งแยกเขา ไร้สาระ มันแบบว่ามันอ่อนแอกันเกินไป มันไร้สาระจนเกินไป แล้วมีใครคนหนึ่งมาบอกว่า ปฏิบัติแนวทางพุทโธ แล้วให้รู้เฉยๆ ด้วยนะ แล้วสติตัวจริง สติตัวปลอมอีกต่างหาก

โอ๋ย! ตาย

คนภาวนาเป็นมันสังเวช กล่าวตู่พุทธพจน์

พุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีงามอยู่แล้ว แล้วตัวเองทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ถ้าทำเป็น ทำได้ หลวงปู่มั่นไง ปริยัติกับปฏิบัติอันเดียวกันเลย ปริยัติ ศึกษาพระไตรปิฎกนั่นล่ะ กับจิตอันเดียวกันเลย เหมือนกัน ไม่มีขัดไม่มีแย้ง

ถ้ามีขัดมีแย้ง แสดงว่าเราปฏิบัติกับธรรมวินัยต้องขัดแย้งกัน ถ้ามันขัดแย้งกันมันจะเป็นธรรมได้อย่างไร มันจะมีกดมีข่มอย่างนี้ไหม ไม่มี มันเป็นความจริงของมัน

ฉะนั้นบอกว่า ให้รู้เฉยๆ

รู้เฉยๆ นั่นคือการประมาท

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาท่านพูดเลย “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ”

สตินั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ให้รู้เฉยๆ นั่นน่ะมันจะพาเผลอแล้วแหละ ก็มันเฉย เฉยคือการประมาท เฉยคือการปล่อยเนื้อปล่อยตัว

แต่ถ้าสติมันสมบูรณ์ สติอย่างแก่ สติอย่างเริ่มต้น สติท่ามกลาง สติถึงเวลามันเข้มข้น เพราะอะไร เพราะมันมีสติ มหาสติ สติอัตโนมัติ เพราะอะไร เพราะเวลาปฏิบัติไปแล้วกิเลสมันซับมันซ้อนไง หลานกิเลส ลูกกิเลส พ่อแม่มัน ปู่ย่ามัน มันพลิกแพลงกว่านี้หลายร้อยเท่า มันถึงมีสติ มีมหาสติ มีปัญญา มหาปัญญา ปัญญาอัตโนมัติ

ปัญญาที่ปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ท่านจะรู้จังหวะเลย บุคคลคู่ที่ ๑ มันมีวุฒิภาวะอย่างไร มันใช้เหตุใช้ผลอย่างไรถึงเป็นคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ มันมีความสามารถละเอียดลึกซึ้งขนาดไหนเป็นคู่ที่ ๒ แล้วคู่ที่ ๓ มันจะเป็นมหาสติ มหาปัญญา มันมหัศจรรย์กว่านั้น คู่ที่ ๓ เวลาคู่ที่ ๔ มันเป็นญาณน่ะ

โธ่เอ้ย! วงกรรมฐานเขาเป็นวงกรรมฐาน ไอ้นี่วงกรรมหลอกกรรมลวงไง แล้วก็หลอกลวงกันไปทั่ว

“เวลากดข่มแล้วมันจะวิปลาส”

วิปลาสเพราะมันกรรมเก่า คนเราสติมันไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว คนเรามีเวรมีกรรมอยู่แล้ว พอไปเจอ พวกนั้นวิปลาส หมายถึงว่า จิตเภท จิตวิตก วิจารณ์ จิตมันโดนกระทำโดยสังคมบีบคั้น มันทุกข์มันยากของมัน แล้วถ้ามันฝังใจๆ มัน ไปทำอะไรมันก็ระแวง พอระแวง มันก็มีความรู้ความเห็นของมัน นั่นน่ะวิปลาส

แล้ววิปลาสแก้อย่างไร

ก็แก้กลับมาฝึกสติไง ถ้าสติกลับมาสมบูรณ์แบบมันก็หาย พอหายเดี๋ยวก็วิปลาสอีก เพราะอะไร เพราะจริตนิสัย

ไอ้นี่มันต้องไปคุยกับหมอ ไปคุยกับจิตเภท

ฉะนั้น ไอ้อย่างที่ว่า ไอ้คำถามนี้มันเป็นที่ว่าอาจารย์เขาสอนอย่างนี้ อาจารย์เขาสอนอย่างนี้ แสดงว่าเอ็งก็ไปเชื่ออาจารย์เอ็ง เอ็งก็ไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่กดข่ม

สมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ การทำความสงบของใจๆ ถ้าใจสงบระงับแล้วมันสงบระงับอย่างไร เวลามันทุกข์มันยาก มันฟุ้งมันซ่านขนาดไหน

เวลาปุถุชนคนหนา โลกียปัญญาๆ ว่าปุถุชนคนนี่ไง เพราะปุถุชน คนไม่มีขอบไม่มีเขต มันก็คิดตามแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยาก

เวลาคนที่เขามีสติมีปัญญาของเขา นี่เป็นปัญญาอบรมสมาธิ เขามีสติปัญญาคุ้มครองของเขาให้จิตใจของเขาระลึกถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรึกในธรรมๆ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสอนพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะเป็นพระโสดาบันนะ นั่งสัปหงกโงกง่วง “ให้เธอตรึกในธรรมๆ”

ตรึกในธรรมมันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิเพราะอะไร ปัญญาอบรมสมาธิเพราะตรึกในธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะหัวใจของเราไม่ให้มันฟุ้งไม่ให้มันซ่าน ไม่ให้มันออกไป

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา สิ่งที่มันเป็นความจริง นี่ถ้าครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติจริง ท่านจะรู้จริงของท่าน

ไอ้ว่ากดข่มๆ

กดข่มก็แก้กันไปสิ คำว่า กดข่ม” มันมีแต่ละบุคคล นั่งบนศาลาแต่ละคน เวรกรรมของคนมันไม่เหมือนกัน ไอ้นี่เป็นโรคไอ้นั่น ไอ้นั่นเป็นโรคไอ้นี่ ไอ้นี่เป็นโรคไอ้นั่น จิตของคน บางคนอย่างนี้มันเบาบางเกินไป มันเป็นว่าวเชือกขาด ว่าวเชือกขาดหมายความว่าไม่ค่อยควบคุมดูแลใจของตน ปล่อยใจของตน ปล่อยปละละเลย อย่างนี้ต้องให้สติเข้มข้น ต้องควบคุมให้ดี แล้วไอ้คนที่ไปคอยหวาดคอยระแวง นั่นน่ะจะกดข่ม

คำว่า กดข่มๆ” มันก็เป็นเฉพาะคน เฉพาะคนคนไหนว่ามันจริตนิสัยอย่างไร แล้วครูบาอาจารย์ท่านแก้ ท่านก็แก้เฉพาะบุคคลคนนั้น

ไอ้นี่บอกว่า ถ้ามันกำหนดหนักไปมันจะเป็นการกดข่ม มันจะเป็นวิปลาส

สูตรสำเร็จเลยหรือ ทุกคนต้องทำให้เหมือนกันหมดหรือ ไม่มีหรอก กรรมฐานไม่ได้สอนอย่างนั้น กรรมฐานเรา หลวงปู่มั่นเจาะเฉพาะเลย เฉพาะๆ เลย เพราะอะไร มันชอบไม่เหมือนกันไง

มันชอบเหมือนกันไหม ขนาดพิจารณากายอันเดียวกันยังไม่เหมือนกันเลย หลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่คำดีนั่นน่ะ พิจารณากาย เห็นไหม เสือมีหนัง เราก็มีหนัง เสือมีขน เราก็มีขน เสือมีเลือด เราก็มีเลือด เสือมีกระดูก เราก็มีกระดูก ท่านพิจารณามาเหมือนกัน แต่คนละวาระกัน

ไม่มีเหมือนกันหรอก พิจารณากายด้วยกันก็ไม่เหมือนกัน ถ้าไม่เหมือนกันมันก็เป็นข้อเท็จจริงไง

ไอ้นี่บอกว่า ต้องรู้เฉยๆ ถ้าเข้มงวดไปมันจะเป็นการกดข่ม

ภาษาเรานะ ถ้าบังคับแล้วมันได้ผล การบังคับนั้นก็เป็นความดี ถ้าการบังคับนั้นมันบังคับแล้วเหลวแหลก ไม่เป็นประโยชน์ การบังคับนั้นก็เป็นความไม่ถูกต้อง

การบังคับนั้น ถ้าบังคับเพื่อให้เป็นผลดี เป็นการได้ผลตอบแทนที่ดีงาม อันนั้นมันเป็นเฉพาะคนไง คนบางคนต้องบังคับ คนบางคนแค่คุ้มครองเขาก็พอ คนบางคนคอยดูแลเขาห่างๆ ก็พอ จิตมันไม่เหมือนกันไง

ฉะนั้นจะบอกว่าเป็นอย่างนั้นๆ

ไม่เป็น

แล้วถ้าเป็น ก็ไปถามอาจารย์เอ็งก็แล้วกัน จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๐๙. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมมีข้อสงสัยในการภาวนา ขอกราบเรียนถามดังนี้

๑. เราจะออกจากความว่างที่เราเห็นอยู่นี้ได้อย่างไรครับ

ตอบ : ไอ้ออกจากความว่างๆ อะไรเป็นความว่าง

เห็นไหม สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือมีสติสมบูรณ์แบบในสมาธินั้น

อยู่ในความว่างๆ ความว่าง เอ็งจะออกจากความว่างอย่างไร

ออกจากความว่าง คิดมันก็หายแล้ว นั่งอยู่นี่ ลุกขึ้นยืนก็พ้นจากท่านั่ง ถ้ายืนอยู่ เดินไปก็พ้นจากท่ายืน

ว่าง ถ้าคิดมันก็จบไง

ไอ้นี่มันไม่ใช่ ไอ้นี่เราไปคิดว่าเราว่าง พอเราว่างแล้ว เราคิดว่าความว่าง ความว่างหรือสมาธิมันจะเกิดปัญญา

เวลาครูบาอาจารย์สอนไง ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง

หลวงตาท่านบอก มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้ามันเป็นไปได้จริงนะ เราไม่ติดสมาธิ ๕ ปี เพราะเป็นสมาธิอยู่ ๕ ปีมันก็ต้องมีปัญญาขึ้นมาเองสิ แต่นี่เพราะมันติดไง มันติดว่าสมาธินั้นมันเป็นนิพพานไง

ไอ้นี่ก็ว่างๆ ว่างๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าสอนถึงความว่างไง เวลามันทุกข์มันยาก เพราะเราไปยึดไปติด ไปยึดมั่นมัน ถ้าเราปล่อยมันก็วาง วางมันก็ว่าง ว่างก็เป็นความสุขไง

แล้วเป็นไปไหม เป็นหรือเปล่า

มันตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เราเป็นอะไร เราก็จะรู้ว่าเราเป็นอะไร เราปฏิบัติแล้วได้แค่ไหน เราก็จะรู้ว่าเราได้แค่ไหน

เราจะได้มากได้น้อย ทีแรกเราก็ไม่รู้หรอก เราก็ได้แค่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ธรรมดาคนเข้าข้างตัวเองทั้งนั้นน่ะ มันก็บอกว่าเราได้เล็กๆ น้อยๆ พระนิพพานเป็นอย่างนี้เอง

เล็กๆ น้อยๆ นะ มันว่านิพพานแล้ว พอว่านิพพานปั๊บ มันก็ติดอยู่ตรงนั้นน่ะ มันไม่ไปไหนหรอก กิเลสนี้มันร้ายนัก

ฉะนั้น ไอ้ว่าความว่าง ความว่าง ถ้าอย่างนี้มันก็เป็นโทษแล้ว

ถ้าทำสมาธิ สมาธิแล้วมันว่างๆ เราติดในความว่าง

สมาธิรักษาได้ยาก ไอ้นี่มันไม่ใช่สมาธิด้วย มันเป็นความคิด อารมณ์ไง ว่างๆ ว่างๆ

เราพูดทุกวันน่ะ

“พวกมึงปฏิบัติยุ่งยากนัก ของกูนี่ไม่ต้องอะไรเลย ว่างๆ ว่างๆ”

ก็มึงคิดให้ว่างไง เพราะมึงคิดว่าความว่างนั้นเป็นประโยชน์ไง แล้วความว่างมันว่างจริงหรือเปล่าล่ะ ว่างเพราะมึงคิด แต่จริงๆ มันไม่ว่าง ไม่ว่างเพราะความคิดมันขวางความว่างอยู่ แต่เพราะมันหลอกว่ามันเป็นความว่าง มันก็เลยคิดว่าว่าง แล้วมันก็ว่าว่าว่าง

เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันไม่มีอะไรคงที่หรอก ในอุโมงค์ ในถ้ำ ว่ามันเป็นอุโมงค์ เป็นถ้ำ เป็นเวิ้งว้าง ไม่มีอะไร มันก็มีความชื้นนะ แล้วในอุโมงค์ ลองปล่อยให้มันมีสิ่งสกปรก เดี๋ยวค้างคาวมันเข้าไปอาศัยอยู่แล้ว ความว่างที่ไหน

เพราะอะไร

เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดคงที่ ความว่างมันคงที่ได้อย่างไร

เราว่าง แล้วเราจะพ้นจากความว่างได้อย่างไร แล้วความว่างมันคงที่สิ

ตัวมันเองมันก็ไม่คงที่อยู่แล้ว แต่กิเลสมันสร้างว่างๆ ว่างๆ ให้มันติดอยู่นั่นแหละ มันก็ว่างแค่นั้นน่ะ มันมีอะไรไป

ถ้ามันเป็นความเป็นจริงขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา มันต้องเกิดสติ ต้องเกิดปัญญา ต้องเกิดการค้นคว้า นี่คือพระพุทธศาสนาไง

ไอ้นี่มันจะเป็นทรงเจ้าเข้าผีแล้ว ถึงเวลาก็สั่นพับๆๆ เลยล่ะ ประทับทรง เวลาจะออกก็สั่นพับๆๆ เลยน่ะ ออกประทับทรง แล้วได้อะไรขึ้นมา ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมา

แต่ถ้าปฏิบัติ คราวนี้สติไม่ดีนะ ทุกข์เกือบตาย คราวนี้นะ ปฏิบัติโดยที่ไม่คาดหวังเลย เฮ้ย! มันลงเว้ย เฮ้ย! มันมหัศจรรย์ แล้วเดี๋ยวมันก็คลายออก

มันมีที่มาที่ไปทั้งหมดน่ะ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

เราเป็นคนชั่ว เพราะเราคิดชั่ว เราก็ทำชั่ว เราเป็นคนดี เพราะเราคิดดี เราทำดี เราก็ได้ดี ถ้าเราไม่ติดขัดสิ่งใดเลย เราก็คิดดีทำดีของเราต่อเนื่องไป

แล้วเราไม่ติดขัดอะไรเลย แล้วมันไปว่างๆ ว่างๆ อะไรของมันอยู่

มันติดไง มันติดของมันอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะมันติด มันคาดมันหมาย แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เป็นกรรมของสัตว์ สัตว์มันมีเวรมีกรรม มีเวรมีกรรมนะ

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราอยากจะประพฤติปฏิบัติ นี่คือบุญกุศล

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำภาวนามยปัญญาขึ้นมาได้หนหนึ่ง

นี่เราเริ่มต้นปฏิบัติ เราก็ว่าเป็นบุญเป็นกุศลอันหนึ่ง แต่ปฏิบัติไปแล้วก็ติดอย่างนี้

กิเลส ฉะนั้น เวลาจะรอดพ้นจากมันไป มันต้องมีบุญ มันต้องมีบุญเยอะๆ นะ ไม่มีบุญเยอะๆ เขาไปติดกันแก้วแหวนเงินทองไง

หลวงตา เงินเป็นหมื่นๆ ล้านโยนทิ้ง

เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านบอกเลยนะ “ไอ้หงบ ถ้าเป็นทอง เป็นคลังเป็นภูเขา กูไถทิ้งหมดน่ะ ไม่เอา ใครจะมายัดเยียดอะไรให้ไม่เอาเลย”

ไม่เอาโดยหัวใจของท่านนะ ไม่ใช่มารยาสาไถยเที่ยวหลอกชาวบ้านว่ากูไม่เอา ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องอวดว่ากูแน่ กูจริง ไม่ใช่

ถ้าจริงมันจริงในใจของมันเอง ไม่มีการอวด ไม่มีมารยาสาไถย นั่นน่ะความจริง ฉะนั้น ถ้ามันเป็นความจริงอย่างนั้น เขาปฏิบัติมาเพื่ออย่างนั้น

ไม่ใช่ว่าว่างๆ ว่างๆ ปฏิบัติมาเพื่ออะไรกัน

ถ้ามันเป็นความจริง อันนี้มันถึงอยู่ที่วาสนา วาสนา ถ้ามีวาสนา มันหาทางแก้ไขได้ มันต้องหาทางแก้ไข แล้วหาทางเอาตัวรอดให้ได้ เอาจิตรอด เอาจิตรอดจากกิเลสที่มันหลอกใช้ เอาจิตรอดให้ได้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๑๐. เรื่อง “ตัวรู้”

กราบน้อมถวายหลวงพ่อ ลูกใคร่ขอความเมตตาเรียนถามเรื่องตัวรู้เจ้าค่ะ บางทีมันก็รู้ยุบๆ ยิบๆ ในใจ เห็นความดิ้นรนของใจ สิ่งนี้จัดเป็นสังขารใช่หรือไม่ แล้วขั้นต่อไปเราควรย้อนเข้าไปหาตัวที่สร้างจิตตสังขารนี้ขึ้นมา คือตัวรู้กับวิญญาณขันธ์ กับจิตอวิชชาเป็นตัวเดียวกันไหมเจ้าคะ

ตอบ : ปวดหัว ปวดหัวเลย มันจินตนาการไปไกลจนกู่ไม่กลับเลยนะ

ถ้าเรียนถามถึงตัวผู้รู้

ผู้รู้ก็คือผู้รู้

ถ้ามันยุบๆ ยิบๆ ในใจ มันดิ้นรนในใจ มันเป็นสังขารหรือไม่

ไม่ใช่ นั่นแหละกิเลสชัดๆ เลยล่ะ ไอ้ยุบๆ ยิบๆ ไอ้ตัวคอยชี้นำ นั่นน่ะคือกิเลสชัดๆ เลย ไอ้ยุบๆ ยิบๆ คืออาการความรับรู้สึก

ไอ้ตัวดิ้นๆ รนๆ มันเป็นตัวสังขารใช่หรือไม่คะ

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ ๕ มนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ คือร่างกายนี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่ง

พระพุทธเจ้าสอนไว้คำสุดท้าย

“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”

สังขารในพระพุทธศาสนาแบ่งเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งคือสังขารทางโลก สังขารคือร่างกาย สังขารคือร่างกายของเรา นี่คือสังขาร แต่ถ้าเป็นนักปฏิบัติ สังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่ง เป็นสังขารขันธ์

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ คนเราเกิดมามีกายกับใจ ขันธ์ ๕ ถ้าจับต้องได้แล้วมันจะสื่อสารกันด้วยบัญญัติของพระพุทธเจ้า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปคืออารมณ์ความรู้สึกสมบูรณ์แบบ รูปารมณ์ รูปคืออารมณ์ อารมณ์ความรู้สึก อารมณ์นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสัญญา สัญญาจะรับรู้ไม่ได้ถ้าไม่มีวิญญาณ แล้วถ้าไม่มีสังขารปรุง มันจะเป็นความคิดไปไม่ได้ ถ้าความคิด ความคิดคือความปรุง ไม่ใช่ยุบๆ ยิบๆ

ยุบๆ ยิบๆ คือมันคัน

พูดถึงถ้าปฏิบัติชัดเจนแล้วมันจะเป็นอย่างนี้

แต่นี่มันไม่ชัดเจน แต่คนที่ปฏิบัติใหม่ก็คิดว่าไอ้ยุบๆ ยิบๆ ในใจมันเป็นตัวสังขารหรือไม่เจ้าคะ แล้วไอ้ตัวผู้รู้ ไอ้จิตวิญญาณขันธ์ จิตอวิชชา มันเป็นตัวเดียวกันหรือไม่เจ้าคะ

ปวดหัว

ทำความสงบของใจเข้ามา

การศึกษาเล่าเรียนศึกษามา ศึกษามาแล้วเวลาจะประพฤติปฏิบัติ วางไว้ก่อน แล้วปฏิบัติให้ตามความเป็นจริงของเราขึ้นมา

แต่เวลาปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ถ้าไอ้ยุบๆ ยิบๆ มันก็เป็นความคิด ความปรุง ความแต่งของคน แล้วความคิด ความปรุง ความแต่งของคนมันก็คิดว่าตัวนี้เป็นตัวสังขาร

ไอ้ตัวสังขาร มันจะจับตัวสังขารได้ มันจะต้องทำความสงบของใจ ใจสงบแล้ว พอใจสงบ เวลามันเสวยมันจะรู้ว่า อ๋อ! อารมณ์เป็นอย่างนี้ อารมณ์เป็นอย่างนี้ ถ้าจับอารมณ์ได้ อารมณ์ประกอบไปด้วยอะไร

ถ้าอารมณ์มันไม่ประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ มันจะเป็นอารมณ์ที่เรารับรู้อยู่ไม่ได้ อย่างเช่นเรานั่งอยู่นี่ มันมีภาพผ่านหน้าเราไป เรารู้ว่ามีภาพไป แต่เราไม่รู้ว่าภาพอะไร เสียง เสียงมันผ่านหูไป เราไม่รู้ว่าเสียงอะไร เพราะอะไร เพราะวิญญาณรับรู้มันไม่สมบูรณ์แบบ

ถ้าวิญญาณรับรู้สมบูรณ์แบบ คือเราชัดเจนของเรานะ เห็นภาพไปเราก็รู้ว่าภาพอะไร เสียง เราได้ยินเสียงอะไร ได้ยินเสียงเพราะอะไร เพราะว่า โสตวิญญาณ จักขุวิญญาณ

จักขุ ตากระทบ อายตนะรับรู้ด้วยวิญญาณคือรับรู้ด้วยจิต จิตมันรับรู้มันก็รู้ว่า อ๋อ! นี่ภาพไอ้นั่น นี่ภาพไอ้นี่ เสียง เสียงกระทบขึ้นมา ถ้าจิตมันรับรู้ มันก็รู้ว่าเสียงไอ้นั่น เสียงไอ้นี่ นั่นน่ะมันสมบูรณ์แบบ เห็นไหม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ ๕ สมบูรณ์แบบ รูป รูปารมณ์ รูปที่เกิดขึ้นมันถึงสมบูรณ์แบบของมัน

แต่ความคิดคนมันเร็วมากๆ จิตมันถึงมหัศจรรย์อย่างนี้

ความคิดซับคิดซ้อน จิตนี้คิดได้หนึ่งเดียว แต่เวลาทำไมพุทโธๆ มันแฉลบไปคิดอย่างอื่นล่ะ แล้วเวลาคิดอย่างนี้มันคิดอย่างอื่นล่ะ

มันมีที่หนึ่ง ที่สอง ที่สามนะ คือมันไว มันไวมาก มหัศจรรย์มาก แต่เวลาทำสมาธินี่หยุดหมดเลย จิตเป็นหนึ่ง ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น แล้วถ้ามันรู้ พอจิตเป็นหนึ่งแล้วมันเข้าใจแล้ว มันจะเข้าใจคำถามหมดเลย

คำถามนี้เพราะมันไม่เข้าใจอะไรเลย แต่มันก็จับต้นชนปลาย จับมาตามแต่ความจินตนาการของตน แล้วว่า อันนี้เป็นสังขารหรือคะ ไอ้ตัวรู้กับตัวผู้รู้ ตัววิญญาณขันธ์ อวิชชาเป็นตัวเดียวกันหรือไหมเจ้าคะ

อู๋ย! ปวดหัวเลย

มันชื่อคนละชื่อ เขียนมาก็คนละตัว มันจะเป็นอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแตกต่างกัน เพราะอะไร

นี่ไง ในอภิธรรมไง นี่ไง จิตร้อยแปดดวง ร้อยแปดความรู้สึก ร้อยแปดความคิดเลย แล้วมันเร็วมากเลย ไม่ทัน เลยต้องมาย่างหนอๆๆ อยู่เพื่อให้มันทันไง แล้วมันก็ไม่ทันอยู่วันยังค่ำ เพราะอาวุธไม่เหมือนกัน

จิตที่มันเร็ว การเคลื่อนไหวที่มันช้า แตกต่าง แต่ถ้าทำสมาธิ จิตมันสงบ รู้หมดเลย ไอ้คำถามนี้รู้หมดเลย

ฉะนั้น ไอ้ที่ถามมา ไอ้ยุบๆ ยิบๆ นี้เป็นสังขารหรือไม่

ไม่

มันเป็นขั้นตอนต่อไป เราควรย้อนกลับไปที่สร้างจิตตสังขาร

ไปสร้างอะไรมัน

ฉะนั้นบอกว่า ถ้าใครมีความรู้ความเห็นอย่างใด มีครูบาอาจารย์สอนอย่างใด ควรจะไปหาอาจารย์ของตน

แต่ถ้าเป็นกรรมฐาน เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านบอกให้ทำความสงบของใจก่อน เพราะถ้าใจไม่สงบ มันสะเปะสะปะ สัพเพเหระอย่างนี้ สัพเพเหระอย่างนี้ แล้วนับหนึ่ง นับสองอะไรไม่ได้

คนสัพเพเหระ นับเลขอะไรไม่ได้เลย

คนทำความสงบของใจของตัวเองก่อน เรามานับหนึ่ง สอง สาม สี่กัน

บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ต้องการความพื้นฐานของสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานมันจะเกิดต่อเนื่องไป ถ้าคนยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น

สมถกรรมฐานแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ก็ติดสมาธิไง

สมถกรรมฐาน สมถะ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

มันก็แก้ไม่ได้ ก็รู้ๆ แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาไม่มี การภาวนาเกิดขึ้นมาไม่ได้ การกระทำอยู่นั้นคือวังวนของกิเลส

นี่ไง “มันเป็นสังขารหรือเปล่าคะ มันเป็นอวิชชาหรือเปล่าคะ มันเป็นวิญญาณขันธ์หรือไม่”

วังวนของมันวนอยู่นั่นแหละ เอ็งวนอยู่นั่นนะ แล้ววนจนตาย จมปลักอยู่กับความรู้สึกนึกคิดให้กิเลสมันหลอกใช้อยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้าเป็นกรรมฐาน เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ของเรา ทำความสงบของใจเข้ามา มันสลัดทิ้งหมดเลย อะไรที่กิเลสมันมาผูกมามัดไว้ โละทิ้งหมดเลย แล้วกูจะเริ่มต้นใหม่ แล้วกูจะเริ่มต้นเอง แล้วกูจะปฏิบัติตามความเป็นจริงของกู เอวัง